Skip to content

Business Cycle from Berkshire Hathaway’s Letter in 1982

บริษัท Berkshire ของ คุณปู่ Warren Buffett นั้น เชื่อว่า ผู้ที่อยู่ในโลกของการลงทุน คงไม่มีใครไม่รู้จัก ซึ่ง บริษัท Berkshire แห่งนี้ Buffett ได้เข้าไปบริหาร ในตั้งแต่ปี คศ. 1965   และทุกๆปี Buffett จะเขียนจดหมายสรุปความเป็นมาของบริษัท แนวคิดทางธุรกิจ และการลงทุนของตัวเองให้ผู้ถือหุ้น Berkshire ได้อ่าน  สำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ชื่นชอบในตัว Buffett ผมแนะนำให้ลองหามาอ่านกันดูครับ สนุกและได้ความรู้ด้านการลงทุนเยอะมากทีเดียว(เลือกอ่านเฉพาะหัวข้อที่เกี่ยวกับการลงทุนก็ได้)  ที่สำคัญอ่านฟรีๆ  และจดหมายของปีเก่าๆ ก็เนื้อหาที่ทรงคุณค่า ไม่ขึ้นกับ เวลาก็มีอยู่เยอะ

ผมจะขอยกตัวอย่าง จดหมายใน ปี ค.ศ. 1982 มาให้อ่านกัน ซึ่งฉบับเต็มอ่านได้จาก Link นี้ครับ อธิบายก่อนว่าปี 1982 เป็นปีที่ Berkshire ได้มีการทำธุรกิจประกันภัยมาแล้วหลายปี  และ เป็นช่วงสถานกาณ์ที่ บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ขาดทุนจากการประกันภัย ซึ่งแปลว่า เบี้ยรับต่อปีน้อยกว่าค่าชดเชยประกัน ที่จ่ายให้ผู้ประกันไป  ซึ่งธุรกิจ ประกันภัยในเครือของ Berkshire ก็ไม่เว้น และ Buffett ได้อธิบายใน จดหมายก่อนหน้านี้มาว่า ไม่อยากให้ผู้ถือหุ้นคาดหวังว่า ธุรกิจประกันจะกำไรเหมือนที่เคยเป็น ซึ่งจดหมายถึงผู้อถือหุ้นฉบับนี้ Buffett อธิบายได้อย่างหน้าสนใจว่า ทำไม ค.ศ. 1950-1970 ถึงเป็น ปีทองของธุรกิจประกัน ส่วนช่วง ปี 1980 นั้นไม่ใช่ และตัว Buffett ก็ไม่คิดว่าว่า Cycle ของธุรกิจจะกลับมาเร็วๆนี้ ในช่วงเวลานั้น (1982)  ซึ่งผมคิดแนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ได้กับ หลายๆธุรกิจเลยทีเดียว   ข้างล้างนี้ผมแปลแบบ เล่าให้ฟังมาจาก จดหมาย ครับลองอ่านกันดู

Insurance Industry Conditions

 Buffett อธิบายว่า ธุรกิจที่มีสินค้าเป็น Commodity คือ สินค้าที่ ไม่มีความแตกต่างในมุมมองของผุ้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นแง่ของคุณภาพ รูปลักษณ์ การให้บริการ และอื่น  จะมีเป็นกลุ่มธุรกิจที่จะมีปัญหาในการทำกำไร  แต่ในบางช่วงธุรกิจนี้ จะสามารถทำกำไรได้ดี ถ้าหากว่า มีลักษณะบางอย่างเกิดขึ้น  ได้แก่ การที่ ราคาหรือต้นทุนของสินค้า ถูกควบคุม​โดยบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ตลาดผิดปกติ ได้แก่ (a) การเข้าแทรกแซงของรัฐบาล เช่น การควบคุมอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร   (b) การฮั้วกันของธุรกิจ ซึ่งถือว่าผิดกฏหมาย หรือการ ฮั้วกันแบบถูกกฏหมาย เช่นการตั้งกลุ่ม OPEC เป็นต้น

ถ้า ราคาและต้นทุนของธุรกิจ  เป็นไปตามการแข่งขันอย่างเต็มที่ทางธุรกิจ โดยที่มีกำลังผลิตจำนวนมาก  และผู้บริโภคไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในตัวสินค้าแต่ละยี่ห้อ  กำไรของธุรกิจก็จะน้อย และบางทีถึงขึ้นหายนะในทีเดียว  ดังนั้น โจทย์ของธุรกิจ จึงต้องการพยายามสร้างความแตกต่างให้ตัวสินค้าหรือบริการของตัวเอง ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำได้ในธุรกิจขาย ลูกอม ( ลูกค้าซื้อโดยบอกถึงยี่ห้อของลูกอม ไม่ได้ซื้อโดยบอกว่าขอซื้อ ลูกอม 2 ขีด)  แต่กลยุทธ์นี้ทำไม่ได้กับการขาย น้ำตาล (Buffett บอกว่าคุณคงไม่เคยได้ยินคนบอกจะทานกาแฟโดยของน้ำตาลนี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้)

ในหลายๆอุตสาหกรรม การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ก็อาจจะไม่มีความหมายมากนัก ผู้ผลิตบางรายอาจจะทำกำไรได้ดีอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากมีต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายอื่นๆ แต่ต้นทุนที่ต่ำนั้นต้องยั่งยืนและลอกเลียนแบบไม่ได้ด้วย  ซึ่งถ้ามองตามนี้ ก็จะแทบไม่มีธุรกิจไหนที่จะทำกำไรได้ดีอย่างยั่งยืนได้เลย  สำหรับธุรกิจที่ขายสินค้า Commodity  กำลังการผลิตที่มากเกินไป ต้นทุนและราคาขายที่ไม่มีการควบคุมจะเท่ากับ การทำกำไรที่แย่เสมอ

ซึ่งกำลังผลิตส่วนเกินนั้น ในระยะยาวในที่สุดก็จะต้องปรับลดลงมาเอง (self-correct) ไม่ว่าจะมาจากการลดกำลังการผลิต หรือว่าความต้องการของสินค้าเพิ่มขึ้นมาทันกำลังผลิต  แต่โชคไม่ดีที่ว่าการ self-correct นี้มักจะเกินขึ้นช้ามาก และเมื่อมันเกิดขึ้น ก็จะเกิดการขยายกำลังการผลิต ตามขึ้นมา ทำให้ในระยะเวลาไม่นาน จะเกิดสภาวะแบบเดิมอีก Buffett เรียกว่า “Nothing fails like success”

ในอุตสาหกรรมเหล่านี้นั้น อัตราการทำกำไรในระยะยาวก็คือ อัตราส่วนระหว่าง  ช่วงเวลากำลังการผลิตขาด(Suppy-tight) หารด้วยช่วงเวลาที่กำลังการผลิตล้น(Suppy-amble) นั้นเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว  อัตราส่วนตรงนี้ จะต่ำมาก ( Buffett ยกตัวอย่างติดตลกว่าใน Textile business ซึ่งเป็นธุรกิจเดิมของ Berkshire ว่า ช่วงเวลาที่กำลังการผลิตขาด อยู่แค่ช่วงตอนเช้าของวันแค่นั้นเอง)

ในบางอุตสาหกรรมนั้นช่วงเวลาที่ Supply-tight อาจจะกินเวลานานก็ได้  ถ้าหากว่า ความต้องการสินค้าพึ่งสูงขึ้นเกิดกว่าที่คาดไว้เป็นระยะเวลานาน  หรือในกรณีที่การเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลานาน เช่นการสร้างโรงงานใหม่ทั้งโรงเลย เป็นต้น

แต่สำหรับ ธุรกิจประกันภัยนั้น  Supply สามารถเพิ่มได้ทันที โดยเพียงแต่การเพิ่มเงินทุนของบริษัทประกัน รวมกับลายเซ็นที่จะใช้ออกกรมธรรม์ (บางครั้งเงินทุนก็ไม่จำเป็น เพราะบางช่วงเวลารัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน กรมธรรม์แทนบริษัทประกัน)  ซึ่งด้วยสาเหตุเหล่านี้บริษัทประกันภัย จะดำเนินกิจการอยู่ในสภาวะล้นตลาดอยู่ตลอด เพราะประกันภัยก็เป็น Commodity ประเภทนึง

Buffett อธิบายต่อว่า ทำไม่ ช่วง 1950-1970 ธุรกิจประกันภัยจึงสามารถทำกำไรได้ดีในช่วงดังกล่าว สาเหตุเกิดจากการที่ Pricing-system ของอุตสาหกรรมประกันภัย ถูกควมคุมจากหน่วยงานภาครัฐ  แม้จะมีสงครามราคาอยู่ แต่ว่าบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ก็ไม่ได้แข่งกันด้านราคา  การแข่งขันไปเกิดกับตัวแทนขายประกันภัยมากกว่า แต่ไม่ใช่เรื่องของราคา เพราะตัวแทนถูกห้ามตามกฏหมายในเรื่องของการลดค่าเบี้ยมาต่ำกว่าที่กำหนด  บริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ตั้งเบี้ยประกันในอัตราที่ตกลงกันระหว่างบริษัท และหน่วยงานรัฐ  การต่อรองค่าเบี้ยก็มี แต่เป็นไประหว่าง บริษัทประกัน กับหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ บริษัทกับลูกค้า  ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัย ที่บริษัทคิดในช่วงนั้น เป็นอัตราที่สามารถทำกำไรได้  และไม่มีสงความราคาเกิดขึ้น เรียกได้ว่าธุรกิจประกันภัย มี One-price standard

แต่ในหลังจากผ่านช่วงเวลานั้นมา  โครงสร้างธุรกิจประกันภัยแบบใหม่ก็ได้เกิดขึ้น  ถึงแม้โครงสร้างแบบเดิมที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานรัฐจะยังมีอยู่  แต่โครงสร้างใหม่ ทำให้ไม่เกิดการควบคุมราคาขึ้น ผู้เล่นใหม่ๆ ใช้ราคามาเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน และเมื่อผู้บริโภคได้รับรู้แล้วว่า การซื้อประกันภัย ไม่ได้มีราคาเดียว เหมือนในช่วงก่อนปี  ค.ศ.1970 ดังนั้นการจะกลับมาเป็น One-price เหมือนสมัยก่อนจึงทำไม่ได้

การทำกำไรของอุตสาหกรรม จะขึ้นอยู่กับสภาวะการแข่งขันในอนาคต ไม่ใช่ในอดีต ซึ่งผู้บริหารในหลายๆธุรกิจ มักจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้ช้า  การทำธุรกิจและการลงทุนบ่อยครั้งก็เกิดจากการดูไปที่อดีต ซึ่งสำหรับทีมงานที่ Berkshire นั้น มีแค่สถานการณ์เดียวที่จะทำให้ธุรกิจประกันภัย สามารถทำกำไรได้ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นเหมือนสาเหตุที่ธุรกิจ อลูมิเนียม ทองแดง หรือผู้ผลิตข้าวโพด จะกำไรดีขึ้นทันตา นั้นก็คือ การที่ Demand เพิ่มขึ้นมาทัน Supply   แต่โชคร้ายที่ ธุรกิจประกันภัย ไม่มีการเพิ่มของ Demand อย่างรวดเร็วเหมือนธุรกิจอลูมิเนียม นอกจากนั้น Supply ของธุรกิจประกันภัยก็ยังเพิ่มได้ โดยไม่ถูกจำกัดโดยโรงงาน หรือเครื่องจักร

แต่ว่า Supply ของธุรกิจประกันภัย จะหายไปจากตลาดได้ ในกรณีที่เกินเหตุไม่คาดฝันขึ้น เช่น ภัยทางธรรมชาติ  หรือ เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดพรุ่งนี้ หรือว่าอีกหลายๆปีต่อจากนี้ก็ได้ ซึ่งไม่อาจจะทราบได้ว่าจะเกิดเมื่อใด แต่ทาง ธุรกิจประกันภัยในเครือของ Berkshire ก็ได้เตรียมพร้อมและเชื่อว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หากสถานการณ์นั้นเกิดขึ้น

 


 

 

 

Advertisements

Li Lu ผู้จัดการกองทุนชาวจีน ที่ Charlie Munger ยอมรับ

Li Lu ผู้จัดการกองทุนชาวจีน  ที่ Charlie Munger ยอมรับคนนึง และเป็นคนที่ ทำให้ ทาง Berkshire Hathaway เข้าซื้อหุ้น BYD (1121:HK) บริษัท ผลิตแบตเตอรี่ และ Electric Vehicle ของจีน
มาดูเค้าพูดหลักการลงกันครับ (อังกฤษ)

Li Lu, Chairman of Himalaya Capital, IV Annual Student Investment Conference, San Francisco State University, 2012.

Part 1: http://www.youtube.com/watch?v=OkwXPnnbUXE

Part 2: http://www.youtube.com/watch?v=q87crQmDETY

Part 3: http://www.youtube.com/watch?v=P4jZFgWNY2E

อธิบายเรื่อง Bitcoin

Bitcoin

ในรอบเดือนที่ผ่านมา กระแสของ Bitcoin เริ่มดังเข้ามาถึงเมืองไทย ผมเคยได้ยินเรื่องของ Bitcoin มาจากเพื่อนชาวยุโรปเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก ช่วงตั้งแต่ต้นปี 2013 นี้ สื่อกระแสหลักก็เริ่มทำข่าวเรื่อง Bitcoin กันเนื่องจากราคาของ Bitcoin ต่อ $US ได้สูงขึ้นเป็นอย่างมาก หลังจากได้ศึกษาซักระยะ ผมเห็นว่าน่าสนใจ ในแง่ของ Concept การเป็น สกุลเงินดิจิตอล ที่ไม่มีการควบคุมจากธนาคารกลาง (Decentralized Online Digital Currency) ก็เลยเขียนบทความมาให้อ่านกัน หรือคนที่สนใจสามารถดูวีดีโออธิบายเรื่อง Bitcoin ที่นี่ก็ได้ http://www.youtube.com/watch?v=Um63OQz3bjo

ราคาของ Bitcoin 1 หน่วย ที่ขึ้นมาถึง $200 จาก $20 ในปี 2012

ราคาของ Bitcoin 1 หน่วย ที่ขึ้นมาถึง $200 จาก $20 ในปี 2012

Bitcoin(BTC) คืออะไร ?

BTC เป็นสกุลเงินออน์ไลน์​ ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2009 จาก นักพัฒนานิรนาม ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ซึ่งตัวตนจริงๆของเค้าก็ยังเป็นความลับ และอาจจะเป็นกลุ่ม หรือเป็นบุคคลคนเดียวก็ได้ จุดเด่นของสกุลเงิน BTC ก็คือเป็นสกุลเงินที่ เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะว่า ไม่มีการควบคุมโดยธนาคารกลางหรือภาครัฐ (Decentralized) โปรแกรม และระบบควบคุมสกุลเงิน BTC เป็น แบบ Peer-to-Peer และเป็น Open-sourced platform ซึ่งกล่าวได้ว่ามีความปลอดภัยสูงมาก (ในขณะนี้) ซึ่งจำนวนเงินของ BTC ถูกตั้งค่าไว้ในจำนวนจำกัด และไม่มีใครสามารถพิมพ์เงินออกมาตามใจชอบได้ ทุกอย่างมีระบบควบคุมไว้หมดตามการออกแบบระบบของ Satoshi Nakamoto ซึ่งต่างจากสกุลเงินต่างในปัจจุบัน ที่ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เพิ่มได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ(QE) ในระยะยาว ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมดของ BTC จะถูกจำกัดไว้ที่ 21 ล้านหน่วย BTC แต่การใช้งานจะสามารถย่อยเป็นทศนิยม ได้ถึง 8ตำแหน่ง หมายถึงเราสามารถรับหรือจ่าย เป็น 0.00000001 BTC ก็ได้

Bitcoin Mining

เนื่องจากระบบของ BTC เป็น Peer-to-peer ซึ่งระบบโดยรวมจะ สร้างเงินBTC ขึ้นมาใหม่ จนกว่าจำนวน BTC ทั้งหมดจะขึ้นถึง 21 ล้านหน่วย ในปี ค.ศ.2140 ในอัตราขณะนี้ จะเกิด BTC ใหม่จำนวน 25 หน่วยทุกๆ 10 นาที และอัตราเกิดใหม่จะน้อยลงไปเรื่อยๆจนถึง 0 ในปี ค.ศ.2140 ซึ่งผู้ที่ได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของของ BTC ใหม่ ก็คือผู้ที่นำเอาทรัพยกร Computer ของตัวเองมา เป็น Server Nodes สำหรับระบบของ BTC นั้นเอง ซึ่งเรียกอีกอย่าง Bitcoin Mining ซึ่ง “ความยาก” (Diffculty) ของ การ Mining นั้น ก็ขึ้นอยู่กับ จำนวนของคนที่Run Mining Server ด้วย ซึ่งในปัจจุบันที่มูลค่า BTC พุ่งขึ้นมหาศาล เท่าให้มีคนแห่กันมาเปิด Server มากมาย ซึ่งข้อดี คือทำให้ระบบของ BTC นั้นแข็งแกร่งขึ้น เพราะมี Server รองรับเยอะ แต่ทำให้การ Mining นั้นยากขึ้นเป็นเงา ตามตัว (พูดกันว่า Run Server ไว้เป็นเดือน ยังไม่ได้ BTC ซักหน่วยเลยก็มี) ขึ้นตอนการ Mining ก็คือการ ตรวจสอบว่า BTC ที่ถูกนำมาใช้งานไม่ถูกใช้ซ้ำ และไม่ถูกปลอมขึ้นมา รวมทั้งการ Generate เลขฐาน 256 ใหม่เพื่อทำให้ Transaction การเปลี่ยนมือ ของ BTC สมบูรณ์แบบด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องทาง Technical ซึ่งเข้าใจค่อนข้างยาก (ผมก็ยังเข้าใจไม่หมด) แนะนำให้ผู้สนใจลอง หาในเว็บต่างประเทศอ่านเพิ่มเติม แต่สรุปสั้นๆว่าขั้นตอนการ Mining ทำให้ ผู้ใช้ BTC ได้ประโยชน์ ดังนั้น โปรแกรมจึงให้รางวัลโดยการออก BTC ใหม่ ให้ผู้ทำ Mining Server ด้วย

จุดเด่นของ Bitcoin

จุดประสงค์ของผู้พัฒนาระบบ BTC นั้นก็คือต้องการ สกุลเงิน (Currency) ที่เป็นอิสระจริงๆ ไม่ใช่เป็นของรัฐใดรัฐนึง หรือธนาคาร ผู้ถือครองสกุลเงินนั้นๆ ต้องมีความอิสระ ในการนำเงินนั้นไปแลกเปลี่ยนกับอะไรก็ได้ โดยที่ไม่เกี่ยวกับ เชื้อชาติ ศาสนา หรือภูมิลำเนา และผู้ถือ BTC ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงตัวว่าตัวเองเป็นใคร (Anonymity) ในการแลกเปลี่ยนแต่ละครั้ง และที่สำคัญต้องไม่มีใครมีสิทธิ์จะ”พิมพ์เงิน” มาตามใจชอบได้ มวลชนคือเจ้าของที่แท้จริงของสกุลเงิน ซึ่งต่างจากสกุลเงินปัจจุบันที่เป็นแบบ Fiat Currency คือมีค่าเพราะว่า รัฐหรือธนาคารรับรอง

สิ่งที่ สังคมของผู้ใช้ BTC พยายามก็คือ ต้องการให้การใช้ BTC ในวงกว้าง ตอนนี้ก็มีร้านค้าหลายๆร้าน ทาง Online ก็รับเงิน BTC เพราะมีข้อดีคือ ค่าธรรมเนียมในการรับจ่าย BTC ต่ำมากๆ นอกจากนั้นสินค้าหลายๆอย่างที่สินค้าใต้ดิน เช่นพวกยาเสพติด ก็สามารถซื้อขายผ่าน BTC ได้ (ตรงนี้ดีหรือไม่ดี ไม่ขอสรุป)

จุดแข็งอีกอย่างของ BTC ก็คือ เป็น Peer-to-Peer มี Server ที่คอยควยคุมหลายๆตัวมากๆ ดังนั้นการที่จู่ๆ จะถูก อเมริกาสั่งปิด และระบบเงินตรานี้จะพังเลย จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะ Server ถ้าถูกปิดก็เปิดใหม่ ใต้ดินได้ เว็บไซต์อย่าง Wikileak ก็โดยหลายๆ ประเทศพยายามจะปิด แต่สุดท้ายก็ไม่โดนอยู่ดี

ปิดท้าย

ตอนนี้คนพูดถึง BTC กันมาก โดยเฉพาะในประเทศโซนยุโรป ที่ตอนนี้ค่าเงิน Euro มีความอ่อนไหวสูง อย่างกรณีไซปรัส ประชาชนฝากเงินอยู่ในธนาคาร อยู่ๆวันดีคืนดี ก็โดยห้ามถอนเงินเกินกำหนด แถมสุดท้ายเงินฝากก็โดยธนาคารตัดเพื่อไปใช้หนี้ ทำให้การที่กระแส Bitcoin เกิดในช่วงนี้ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะ Fiat Currency นั้นตามประวัติศาสตร์ พอรัฐพัง สกุลเงินแบบนี้ก็พังตาม แต่ผมคิดว่ากระแสตื่น BTC ในช่วงนี้ เกิดเพราะความต้องการเก็งกำไร ไม่ได้เกิดจากความต้องการใช้ BTC เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนอย่างแท้จริง ซึ่งตามการออกแบบของผู้สร้าง BTC แน่นอนว่า ในระยะยาว BTC ต้องมีมูลค่ามากขึ้น เพราะระบบได้รองรับการรับจ่าย BTC ที่ถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 8 แต่่ว่าการที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะสั้นๆ อาจจะทำให้สุดท้ายมีคนเจ็บตัว และเข็ดขยาดไม่กล้าใช้ BTC กันไปเลยก็ได้ ร้านค้าOnline ที่จะรับ BTC เป็นค่าสินค้าและบริการ ก็จะคำนวนมูลค่าขายไม่ถูกเพราะค่าเงินผันผวนมาก เรามาลองดูกันครับ ว่าBTC จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่โดยส่วนตัวผมชอบ แนวคิดของ ระบบBTC มาก (ล่าสุด ราคาไปทำ High ที่ $266 และหล่นลงมา $70 ภายใน 2 วัน และขณะนี้ อยู่ที่ $115 วันเสาร์ที่ 13 เมษายน 2556 )

แหล่งข้อมูลอื่นๆ Bitcoin

-Bitcoin.org

-Bitcoin.it – Bitcoin Wiki

-Bitcoinity.org/market – กราฟ BTC แบบ Real-time

-evoorhees.blogspot.nl/2012/04/bitcoin-libertarian-introduction.html – อธิบาย Bitcoin แบบละเอียด

Homeless Billionaire – มหาเศรษฐีผู้ไม่มีบ้าน

Homeless-Billionaire-Nicolas-Berggruen

Nicolas Berggruen

‘Whatever I own is only temporary , since we’re only here for a short period of time. It’s our actions that have real value’

– Nicolas Berggruen 

ผู้ชายในรูปและเจ้าของประโยคข้างบนนี้ ชื่อว่า นาย Nicolas Berggruen ปัจจุบันอายุ 52 ปี  มีฐานะร่ำรวยระดับเศรษฐีพันล้าน ($2.3 billion จากการประเมินของ Forbes) โดยมาจากการทำธุรกิจการลงทุน  แต่สิ่งที่ทำให้ เค้าน่าสนใจไม่ใช่ความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นวิถีชีวิตของชายคนนี้  ซึ่งทางสื่อต่างประเทศเรียกว่าเป็น “Homeless Billonaire” เพราะว่า Berggruen ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง  ไม่มีบ้านที่เป็นชื่อของตัวเอง ไม่มีนาฬิากา และรถยนต์     แต่สิ่งที่เค้าครอบครองก็คือ iPhone  และเครื่องบิน Jet ส่วนตัว  สำหรับเดินทางไปส่วนต่างๆ ของโลก และพักอาศัยอยู่ที่โรงแรม 5 ดาว ซึ่ง Berggruen  ให้เหตุผลว่า ได้ขายบ้าน และรถยนต์ส่วนตัวไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เนื่องจากไม่ต้องการถูกผูกมัดด้วยวัตถุ  และนอกจากนั้น เค้ายังไม่ได้แต่งงาน และไม่มีครอบครัวด้วย  ลองมาดูประวัติคร่าวๆของชายคนนี้กัน

Nicolas Berggruen เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1961  ที่ประเทศฝรั่งเศส  ในครอบครัวเชื้อสาย ยิว-เยอรมัน ที่มีฐานะ โดยพ่อของเค้าเป็น นายหน้าซื้อขายรูปภาพชื่อดัง  ตัว Berggruen เรียนจบที่ NYU ก็ได้เข้ทำงานกับบริษัทด้านการลงทุน  และได้เปิดบริษัทด้านการลงทุน ที่ New York  เพื่อรับบริหารเงินลงทุนในกับนักลงทุน  แต่สุดท้ายก็ดูแลเงินลงทุนให้กับครอบครัวเค้าแต่เพียงอย่างเดียว  โดยใช้ชื่อว่า Berggruen Holdings  ซึ่งเริ่มลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์  และได้ขยายการลงทุนมาใน ตลาดหุัน  พันธบัตร  และ Venture Capital  Private Equity  รวมไปถึง Hedge Fund ซึ่งบริษัท Berggruen Holdings นั้นเอง ที่เป็นจุดสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเค้าเองจนมีฐานะเป็น เศรษฐีพันล้านขึ้นมา การลงทุนที่มีชื่อของบริษัทก็เช่น ในปี 2012 ได้ลงทุนใน บริษัท Berger King เป็นเงินประมาณ $1 billion

ชีวิตส่วนตัวของ Nicolas นั้นเป็นหนุ่มสังคม ที่ชอบงานปาร์ตี้ และออกเดทกับดาราสาวสวย ไม่ซ้ำหน้า  แต่ในปี 2000 เค้าก็ได้ตัดสินใจ ขายคอนโดหรูที่ New York และเกาะส่วนตัวที่ Miami รวมทั้งรถยนต์ และของสะสมทั้งหลาย ทิ้งไป  และใช้ชีวิตอยู่ตามโรงแรม และเดินทางทำธุรกิจด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว  โดย Nicolas ได้ให้เหตุผลว่า การเป็นอิสระจาก ทรัพย์สินทั้งหลาย ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น การครอบครองสิ่งต่างๆ เพื่อแสดงความมั่งคั่งของตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่ได้ดึงดูดใจเค้า การครอบครองเป็นเรื่องชั่วคราวเพราะวันนึงเราก็ต้องจากไป  การกระทำต่างหากที่จะคงอยู่ตลอดไป  และ Nicolas ยังได้ร่วมลงนาม ที่จะบริจาคทรัพย์สินมากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเองแก่การกุศล กับโครงการของ Bill Gates และ Warren Buffett อีกด้วย

ปัจจุบัน Nicolas ก็ยังเป็นนักธุรกิจ นักลงทุนอยู่ และออกเดทกับสาวสวยอยู่เหมือนเดิม  แต่ลดการออกงานลง  และเค้าได้พยายามผลักดันแนวคิดทางการเมืองเชิงปฎิรูปของตนเองออกไป โดยในปี 2010 เค้าได้ตั้งองค์กรขึ้นมา เพื่อที่จะพยายามผลักดัน แนวคิดทางการเมืองแบบปฎิรูป สู่สังคมโลกตะวันตก  ซึ่ง Nicolas ให้ความเห็นว่า จะเป็นแนวทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างในทุกวันนี้   หลักคร่าวๆก็คือ ระบบการเมืองแบบปัจจุบัน ทำให้นักการเมือง สนใจในเรื่องการได้รับเลือกตั้งมากเกินไป  ทำให้มีแต่ความขัดแย้ง แม้แต่ในการบริหารประเทศ ยังกลายเป็นการกระทำเพื่อการเอาชนะกันทางการเมือง โดยวิธีแก้ปัญหาคือ ต้องรับระบบการเมืองแบบเบ็ดเสร็จในเอเชีย อย่างสิงคโปร์ มาใช้บางอย่างบ้าง  โดยรายละเอียด อยู่ในหนังสือ ที่ Nicolas ได้เขียนออกมา โดยตัวเค้านั้นหวังว่า ผู้คนจะจดจำผลงานทางด้านนี้ของเค้าได้มากกว่า ที่จะจำว่าเค้าเป็นมหาเศรษฐีเพลย์บอย (คล้ายๆ George Soros ที่เขียนหนังสือทางด้านทฤษฎีเศรษฐาสตร์ การเงิน)

Intelligent Governance for the 21st Century:A Middle Way Between West and East

MNKD – MannKind (2)

ความสำเร็จของ MannKind  ตอนนี้ก็ผูกไว้กับ ผลิตภัณฑ์ตัวเดียว คือยา AFREZZA ซึ่งเป็น Insulin แบบสูดดม(Inhalable Insulin)  สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ข้อดีของ Inhalable Insulin ก็คือความสะดวก ในการใช้งาน ซึ่งInsulin แบบดมใช้เวลาเพียง 12-14 นาที หลังจากใช้เพื่อให้ Insulin ออกฤิทธิ์ เมื่อเทียบกับ Insulin แบบฉีด ซึ่งต้องรอถึง 30-60 นาทีกว่าที่ Insulin จะออกฤิทธิ์ และผลของจะคงอยู่ เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นแบบฉีด ผลจะคงอยู่นานกว่านั้น และอาจทำให้เกิดอาการ hypoglycemia(น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป) ได้

ซึ่งAFREZZA นั้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ Inhalable Insulin ชิ้นแรก  แต่เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อนนี้ ได้มี ตัว Exubera ซึ่งเป็นของ Pfizer ได้รับการ Approve จาก FDA ให้ขายได้มาก่อนแล้ว แต่ Exubera นั้นกลายเป็น ผลิตภัณฑ์ขายไม่ออก เนื่องจาก ราคาที่แพง ขนาดของอุปกรณ์ที่ใหญ่เทอะทะ และไม่ได้มีประโยชน์ที่ดีกว่า Insulin แบบฉีดมากนัก ซึ่งตรงนี้ Afrezza ของ MannKind จะมีความแตกต่างกัน เพราะว่า เทคโนโลยีในการ Deliver สาร Insulin ของ Afrezza ที่คิดโดย MannKind จะดีกว่า (ตาม ย่อหน้าข้างบน)  และอุปกรณ์ขนาดเล็ก พกพาสะดวก  รวมถึงราคาที่ทาง MannKind กล่าวว่า จะไม่แพงมาก

รูป Delivery System ของ Afrezza

รูปExuberaของPfizer

 

ข้อดีของ Insulin แบบสูดดม อีกอย่างก็คือ ถ้าเป็น Insulin แบบฉีดอาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำหนักขึ้นได้ ซึ่งถ้าเป็นผู้ป่วยที่น้ำหนักเยอะอยู่แล้ว จะทำให้ลำบากในการใช้  แต่ถ้าเป็นแบบดม จะเกิดภาวะดังกล่าวน้อยกว่า    แต่ข้อเสียก็มี คือถ้าช่วงที่ผู้ป่วย เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ จะทำให้การใช้ Insulin แบบสูดดม ต้องหยุดไป หรือไม่ควรใช้    นอกจากนั้นในตัว Exubera ตัวเก่าของ Pfizer มีรายงานว่า ผู้เข้าร่วมการทดลอง มีจำนวนประมาณ 0.2-0.3% ที่ตรวจพบมะเร็งปอดในภายหลัง  ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้เยอะจน Significant แต่ก็เป็นข้อกังวลใจนึงของผู้ใช้ Insulin แบบสูดดมเช่นกัน

Inhalable Insulin นั้น ถ้าสุดท้ายทาง MannKind ได้รับ FDA Approve และพิสูจน์ได้จริงว่าเป็น ทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Diabete)  โดยมีผลข้างเคียงน้อยและราคาถูก จะเป็น Game Charger สำหรับการรักษาผู้ป่้วยเบาหวานเลยทีเดียว  ในปี 2005 นั้น Pfizer ซื้อWorldwide Right ของ Exubera มาในราคา $1.3 billion  ซึ่งน่าจะอนุมานได้ว่า มูลค่าของ Afrezza ทางประสบความสำเร็จน่าจะเป็นหลัก หลายพันล้านดอลล่าร์ เช่นกัน  ในไตรมาสที่ 4 นี้ เงินสด ของ MannKind น่าจะเกือบหมด ดังนั้น บริษัทต้องประกาศแผนเพิ่มทุน หรือแผนร่วมมือกับบริษัทยาอื่นๆ เพื่อที่จะได้มีเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงบริษัท จนจบการทำ Clinical Trial เพิ่มเติม และรออนุมัติยาจาก FDA ในช่วง ปลายปี 2013

ทางผู้บริหาร MNKD ได้กล่าวว่า ทางบริษัทจะเลือกใช้แผนในการหาทุนดำเนินการที่ Dilute กับผู้ถือหุ้นเดิมให้น้อยที่สุด  ต้องมารอดูกันครับ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

บทความนี้บน SA เขียนถึง Alfrezza ได้ละเอียดดีกว่าของผมมากครับ ของผมเป็นแค่เขียนย่อๆ เท่านั้นเอง ดังนั้น ไปตามอ่านเพิ่มเิติมได้ที่นี่

http://seekingalpha.com/article/704841-mannkind-fights-on-with-its-diabetes-game-changer-afrezza

Disclosure: ยังไม่มีหุ้น

Disclaimer: ผู้เขียนไม่ใช่แพทย์ ข้อมูลต่างๆ อ่านมาจากบทความหุ้น และเว็บทางการแพทย์ต่างๆ ดังนั้น ไม่รับรองความถูกต้องของข้อมูล  ถ้าเขียนผิดรบกวนผู้มีความรู้ช่วยบอกใน comment หน่อยนะครับ

MNKD – MannKind (1)

 

 

หุ้นบริษัทวิจัยยา ที่น่าสนใจจับตาดู ก็คือ MannKind ครับ MNKD กำลังทำ วิจัย ยาเบาหวาน แบบฉีด ถ้าไปอ่านดูเรื่องใน SeekingAlpha เรื่องราวของ Mnkd เป็น มหากาพย์ย่อมๆเลยทีเดียว (http://seekingalpha.com/symbol/mnkd/in-focus)
เล่า แบบสั้นๆ คือ Alfred Mann เป็นมหาเศรษฐีนักประดิษฐ์ ชาวอเมริกา เค้าเคยทำบริษัทเทคโนโลยี แล้วก็ขายต่อ จนทำให้ตัวเค้ารวยในระดับ billionaire ที่อเมริกา ซึ่ง MannKind เป็นบริษัท ล่าสุดที่ Alfred กำลังทำอยู่ มียาตัวเดียว คือ AFREZZA ซึ่ง ปีทีแ่ล้ว ก็ขอ approve จาก FDA ไปแล้ว ซึ่งมีความคาดหวังว่าจะผ่านสูงมาก จนราคาหุ้นพุ่งไป แต่สุดท้ายโดน Reject หุ้นเลยร่วง

แต่ทีนี้ เรื่องราวไม่ใช่แค่นั้น เพราะว่าผ่านไปไม่กี่เดือน มีเจ้าหน้าที่ของ FDA โดนจับ ข้อหา ว่าใช้ข้อมูล ว่าบริษัทยา ตัวไหนจะ Approve ก่อนแจ้ง public มา Long หรือ Short หุ้น ได้กำไรไปมหาศาล ซึ่งใน record ของ FDA มีหลักฐานว่า หุ้นตัวนึง ที่เจ้าหน้าทีคนนี้ซื้อ คือ MNKD แปลว่า เค้ามีข้อมูลภายในก่อนวันประกาศว่า จริงๆ แล้ว ยา AFREZZA จะได้อนุมัติ

ที นี้ ทำไมพอประกาศถึงไม่อนุมัติ?? สาเหตุก็มาจาก มี Hedge Fund Manager รายนึง ซึ่ง หากินกับการขาย Short หุ้น Biotech (จำได้ว่า background แกเป็นหมอหรือนักวิจัย) ได้ส่ง จดหมายไปที่ FDA ก่อนที่ FDA จะประกาศว่า อนุมติยา AFREZZA โดยใน จดหมาย ระบุถึง ข้อกังวล ในการใช้ Afrezza ทีทีมของเค้าค้นคว้ามา และเป็นจดหมายที่มี น้ำหนักจริง ทาง FDA จึงต้องเปลี่ยนคำตัดสิน และสั่งใน MNKD ไปทำ Clinical Trial phase III มาใหม่ ซึ่งการทำ phase 3 ใหม่นี้ mnkd ต้องใช้เงินอีกมหาศาล และต้องเพิ่มทุนเยอะ

บทความที่อ้างถึงกรณี Insider Trade ของ เจ้าหน้าที่ FDA และ จม.สกัด MNKD จาก HedgeFund ถึง FDA

http://www.gurufocus.com/news/159641/mannkinds-afrezza-was-to-be-approved-what-happened-next-

บทความในSA ของผจก.HedgeFund รายนี้ http://seekingalpha.com/article/320572-mannkind-is-simply-running-out-of-cash

ตอนนี้ Timeline คือ บริษัทยังไม่เจ๊ง แต่ Cash เหลือน้อยแล้ว การทำ Clinical Trial คงจะแล้วเสร็จในปี 2013 และยื่นขออนุมัติจาก FDA น่าจะแล้วเสร็จอย่างช้าคือ 2014    ตอนนี้เท่าที่ตามเรื่องราว MNKD ได้จดทะเบียนหุ้นใหม่ (Shelf Fillings) ไว้แล้ว  และอาจจะเพิ่มทุนโดยการขายหุ้นใหม่ ออกมาในตลาดได้เลย  หรือเค้าอาจจะใช้วิธี Financing แบบอื่นๆ ก็ได้
ตอนหน้าผมจะลงไปในรายละเอียดของ Alfrezza , Inhaled Insulin มากขึ้นครับ

Disclosure: ปัจจุบันยังไม่มีหุ้นMNKD และยังไม่คิดจะซื้อในเร็วๆนี้

หุ้นบริษัทยาที่ต่างประเทศ

Pharma

เนื่องจาก มีสมาชิกใน ThaiVi.org ได้ถามถึง เรื่องหุ้นบริษัทยา ที่ต่างประเทศ ผมเคยซื้อผ่านมาบ้าง ก็เลยตอบไป เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ เลย ก๊อปมา ไว้ใน Blog ซะหน่้อยครับ และจะเขียน เพิ่มเติมโพสอื่นๆ  ด้วย

บริษัท พวก คิดค้นยา มันก็คร่าวๆ ว่ามี สามแบบ นะครับ ตามไอเดีย ของผม

1. Big Pharma พวก นี้ เป็นหุ้น Market Cap ขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มบริษัท ที่แต่ละบริษัทเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น Pfizer , GlaxoSmith ,Merck , Roche เป็นต้น หรือ TEVA ก็เป็นยักษ์เล็กหน่อย (market cap $40พันล้าน) พวกนี้มี Product ยา ที่หลากหลาย และก็มี Pipeline การวิจัยยา อยู่เยอะ ถ้าไปดูราคาหุ้น ในช่วง 3-4 ปีนี้ กลุ่ม Mega Cap พวกนี้ ไม่ค่อยขึ้นนัก และ มี PE < 20 ทุกตัว แต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ราคาแพงกว่าตอนนี้เยอะ สาเหตุเพราะว่า ยาที่เป็น Proprietary Drug (คุ้มครองโดย Patent) ซึ่งเป็นตัวที่ทำกำไรได้มหาศาล ค่อยๆ หมด Patent ลง และการ ทำวิจัยยาหลังๆ ทำยากขึ้น (เพราะโจทย์ง่ายแก้ไปหมดแล้ว) ทำให้ไม่มียาใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาดเท่าไหร่นัก

ในกลุ่ม Mega Cap นี้ ผมคิดว่า ราคาไม่แพงนัก เกือบทุกตัว เพราะตลาดให้ Discount จาก ปัจจัยที่กล่าวมา แต่อาจจะไม่ได้หวือหวาอะไรมาก ในกลุ่มนี้ ผมก็สนใจ TEVA ซึ่งเป็น ยักษ์เล็ก อยู่

2. กลุ่มถ้ดมา คือ กลุ่ม ขนาดเล็ก คือ market cap ไม่เกิน $1-2 billion ซึ่งเป็น บริษัท วิจัยยา ทำ Research ซึ่ง ขั้นตอน การ ทำ Clinical Trials เพื่อ ขอ Approve ยาจาก FDA นั้น เป็นขึ้นตอนที่ กินเวลา ยาวนานมาก และใช้เงินทุกสูงมากๆ ดังนั้น กลุ่มนี้ มักจะ เข้าตลาด เร็ว ตั้งแต่ช่วงวิจัย เพื่อนำเงินไป พัฒนาต่อ ถ้าวันไหน ประกาศว่า FDA approve ยาของเค้า ราคาก็พุ่งไป 3-10 เท่า ได้ง่ายๆ หรือแต่ถ้ากลับกัน ว่าโดน Reject หุ้นก็จะร่วง 50-70% และสุดท้ายบางบริษัท ก็ล้มละลาย เพราะไม่มีเงินทำ Clinical Trials ต่อ พวกนี้ นักเก็งกำไรจะชอบมา เพราะว่า หวือหวา หุ้นอย่าง Dendreon (DNDN) ลองไปดูราคาดู จะหวือหวา มาก คือ ขึ้นจาก $3 ในปี 2009 ไป ที่ $50 กว่าๆ ในปี 2010 ตอนนี้ ร่วงมาแถวๆ $5

หุ้นกลุ่มนี้ มักจะขึ้นไป ก่อนบริษัทจะัได้่ จม.ตอบกลับ จาก FDA ว่ายาผ่านไม่ผ่าน แล้วแต่ความคาดหวังของนักลงทุน ว่า คาดว่าจะผ่านหรือไม่ บางทีคาดกันมากๆว่าจะผ่าน พอผ่าน ก็ไม่ขึ้นเท่าไหร่แล้ว เพราะขึ้นมาเยอะแล้ว และเมื่อ แนวโน้ม ว่าผ่านแน่ๆ หรือว่า ผ่านแล้ว ก็เป็นหุ้นเนื้อหอม เพราะบริษัท ยาใหญ่ๆ ก็จะมาขอ takeover บริษัท เื่พื่อจะได้ สิทธิ์ยานั้นๆ ไป กลุ่มนี้เล่นยาก ถ้าหากไม่ได้มีความรู้ทางด้านยา การ์แพทย์สูง ถ้าถูกตัวก็หลายเด้ง ผิดก็แทบจะศูนย์

3. คือ กลุ่มขนาดกลางๆ ก็คือเป็น บริษัท กลุ่มที่ 2 คือขนาดเล็กมาก่อน แต่ว่า มียาที่วิจัย แล้วผ่าน FDA ก็มาทำยาตัวนั้นๆ ขาย ซึ่งบริษัทจะมี Cash Flow เข้ามา มหาศาล และบางบริษัทก็ไม่อยากขายกิจการ ก็เลยทำต่อ พร้อมกับ นำ Cash Flow นั้นๆ ไปทำวิจัยยา ตัวที่ สอง ที่ สามต่อกลุ่มนี้ก็ มีความเสี่ยงหลักๆ คือพึ่งพา ใน ยา แค่ ตัว หรือ สองตัว ซึ่งถ้ามีปัญหากับยา ตัวนั้นๆ หรือมีคู่แข่งเข้ามา หุ้นก็ร่วงได้เหมือนกัน แต่ข้อดีคือ มี Cash Flow เยอะ ถ้าทำวิจัย ยาตัวอื่นๆ ได้ถูกต้อง ก็หุ้นก็ขึ้นได้มากๆ เหมือนกัน

ถ้า จะลงทุน เอาแบบไม่หวือหวามาก ผมคิดว่ากลุ่ม Mega cap เหมาะสมสุด ส่วนกลุ่ม ขนาดกลางและเล็ก เราจะรู้พื้นฐานกิจการค่อนข้างยาก ยกเว้นแต่ว่าเป็นหมอ รู้จักยา ตัวนั้นๆ ดี ตรงนี้ก็อาจจะ Gain Advantage ได้ และสำหรับหุ้นยาตัวเล็กๆ ซื้อผิด หมายถึง ขาดทุน 50-70% ต่อหุ้น ขึ้นไป บางตัวอ่านๆไปมีแต่ข่าวดี แต่สุดท้ายก็ลงเละเทะ เพราะว่าเป็นข่าวที่เว่อร์ไป จากผุ้บริหาร หรือพวกกองทุน ที่จะสร้างกระแสให้หุ้นตัวเอง